หน้าหลัก
ประวัติอโรคยาศาล
วัตถุประสงค์
ทำเนียบหมอพื้นบ้านชัยภูมิ
ทำเนียบอโรคยาศาล
แพทย์แผนไทย(โบราณ)
แพทย์แผนจีน
ตำรับยาสมุนไพรจีน
ตำรับยาสมุนไพรไทย
บทความ
ดาวน์โหลดเอกสาร
ตารางกิจกรรม
สื่อนำเสนอ
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระดานสนทนา
การเดินทาง
ติดต่อนิมนต์
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
สมัครสมาชิก |  ลืมรหัสผ่าน
พิธีไหว้ครูแพทย์แผนไทย จีน หมอพื้นบ้าน ๒๕๕๗
เดินป่าตามหาไคร้เครือ
หน่วยฝังเข็มอาสา ครั้งที่ ๒
หน่วยฝังเข็มอาสา อโรคยาศาล
เดินป่าศึกษาต้นยา ตอนที่ ๑
กำลังออนไลน์6คน
ผู้ชมวันนี้60คน
ผู้ชมเมื่อวาน306คน
ผู้ชมเดือนนี้5423คน
ผู้ชมเดือนก่อน5262คน
ผู้ชมทั้งสิ้น205426คน




 

 

   แพทย์แผนไทย(โบราณ)
พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย

พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย

ความนำ

พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย เป็นตำราที่ว่าด้วยปรัชญาความรู้ในการวินิจฉัยโรค รวมทั้งองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาสาเหตุแห่งการเกิดโรคและการรักษาสุขภาพ เป็นตำราทางการแพทย์แผนไทยเล่มเดียวที่ไม่กล่าวถึงตำรายาเลย

พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย ได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักแห่งคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลาย เช่นเดียวกับ “พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์” และน่าจะแต่งมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นเดียวกัน พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยปรากฏหลักฐานครั้งแรกในจารึกตำรายาที่วัดพระเชตุพนวิมลมัลคลาราม (วัดโพธิ์) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จารึกขึ้นใน พ.ศ.๒๓๗๕ โดยจัดไว้ในหมวดวิชาเวชศาสตร์ ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๑๒ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมพระคัมภีร์นี้ไว้ใน “คัมภีร์เวชศาสตร์สงเคราะห์” อันเป็นฉบับลายมือเขียนและได้มีการจัดพิมพ์พระคัมภีร์นี้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๒ รวมใน “คัมภีร์แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์” หลังจากนั้นได้จัดพิมพ์เผยแพร่อีกหลายครั้ง

พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย อ้างอิงถึงคัมภีร์หลายเล่ม ได้แก่ “คัมภีร์ฉันทศาสตร์ คัมภีร์อังคาระพระธาตุปัญจก คัมภีร์อังคาพยพธาตุบัญจก และคัมภีร์เบญจสรรพคุณ” พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยเริ่มต้นด้วยการบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อันรวมเรียกว่าพระรัตนตรัย และกล่าวถึงมูลเหตุของการเกิดโรค การวินิจฉัยโรค ซึ่งเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานในการที่จะเข้าใจทฤษฎีการแพทย์แผนไทย และบรรลุถึงความสามารถในการวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องแท้จริง

พระคัมภีร์ฉบับนี้ กล่าวถึงความเชื่อในทฤษฎีการแพทย์แผนไทยว่าการเจ็บป่วยเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ ๖ ประการ ได้แก่

  • มูลเหตุธาตุทั้ง ๔
  • อิทธิพลของฤดูกาล
  • อายุที่เปลี่ยนไปตามวัย
  • ถิ่นที่อยู่อาศัย
  • อิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล
  • พฤติกรรมเป็นมูลเหตุที่ก่อโรค

ในภาพรวมของสาเหตุแห่งการเกิดโรค การแพทย์แผนไทยเชื่อว่า ธรรมชาติเป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะมนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากมนุษย์ละเมิดกฎธรรมชาติ ก็จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อันมีพื้นฐานมาจากความไม่สมดุลของธาตุทั้ง ๔ คือ ปถวีธาตุ (ดิน) อาโปธาตุ (น้ำ) เตโชธาตุ (ไฟ) และวาโยธาตุ (ลม)
เป็นไปได้ว่าความเชื่อเกี่ยวกับธาตุ ๔ ในคัมภีร์แพทย์แผนไทยนั้นได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อในพุทธศาสนาดังปรากฏเนื้อหาเกี่ยวกับธาตุ ๔ อยู่ในพระไตรปิฎกหมวดทีฆนิกาย

พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย จึงเป็นตำราทางการแพทย์แผนไทยที่สำคัญที่สุดเล่มหนึ่ง ปรากฏคำเตือนในตอนต้นของคัมภีร์ว่า แพทย์ที่ไม่ได้ศึกษาพระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย ท่านว่าเป็นมิจฉาญาณแพทย์ คือเป็นแพทย์ที่มีความรู้ไม่ครบถ้วนถูกต้อง และแพทย์ที่ได้ศึกษาโดยรอบรู้เป็นอย่างดีจะเป็น เสฏฐญาณแพทย์ คือเป็นแพทย์ที่มีความรู้ประเสริฐสุด ข้อความดังกล่าวบ่งชี้ว่า พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย เป็นตำราการแพทย์แผนไทยที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้มีอาชีพเป็นหมอยาไทย





พระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัย

(อหํ) อันว่าข้า (อภิวัน์ทิย) นมัสการแล้ว (พุท์ธเสฏ์ฐํ) ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ (จ) อนึ่งโสด (อหํ) อันว่าข้า (อภิวัน์ทิย) นมัสการแล้ว (ธัม์มํ) ซึ่งพระปริยัติธรรม แลพระนพโลกุตรธรรม (จ) อนึ่งโสดแลข้านั้น (อภิวัน์ทิย) นมัสการแล้ว (คณํ) ซึ่งหมู่พระอริยสงฆ์ (อุต์ตมํ) อันอุดม (ปวัก์ขามิ) จักกล่าว (คัน์ถํ) ซึ่งคัมภีร์ (เวช์ชปกรณํ นาม) ชื่อว่าคัมภีร์แพทย์ (โลกหิตํ) อันเปนประโยชน์แก่โลก (อยํ รตนปณาโม) อันว่าประณามแก่พระรัตนไตรยนี้ (มยา) อันข้า (กโต) กระทำแล้ว (สิรา) ด้วยศิระเกล้า (สัก์กัจ์จํว) โดยเคารพแท้จริง (ปติวารณัต์ถํ) เพื่อจะห้ามเสีย (อัน์ตราเย) ซึ่งอุปัทวันตรายทั้งหลาย (อเสสโต) โดยหาเศษบมิได้ (อาจริโย) อันว่าพระอาจาริย์เจ้า (รจยิต๎วาน) พิจารณาตฤกตรองแล้ว (วินิจ์ฉยปเภทํ) ซึ่งประเภทแห่งวินิจฉัย (ทิปิยติ) สำแดงไว้ (อุต์ตมคัน์ถํ) ซึ่งคัมภีร์อันอุดม (ปวรํ) อันประเสริฐ (ธาตุสมุฏ์ฐานนามํ) ชื่อว่าธาตุสมุฏฐาน (หิตสุขสํวัฑ์ฒนัต์ถาย) เพื่อจะให้เจริญขึ้นซึ่งประโยชน์และความศุข (นานาลักขณสัญ์ชานเนน) ด้วยรู้ซึ่งลักษณะต่างๆ (โรคสมุฏ์ฐานํ) แห่งที่กำเนิดโรคทั้งหลาย (อเนกปเภทานํ) อันมีประเภทเปนอันมาก (อุป์ปัน์นานํ) อันบังเกิด (โลกานํ) แก่สัตวโลกทั้งหลาย (อนาคเต) ในอนาคต (อิทํ สมุฏ์ฐานํ วินิจ์ฉยํ) อันวาสมุฏฐานวินิจฉัยนี้ (ปรัม์ปรายเภทํ) มีประเภทอันอาจาริย์เจ้านำมา (ปัณ์ฑิต์ปรัม์ปราย) ด้วยอันสืบๆ แห่งนักปราชญ์มาแต่ก่อน (ทุช์ชานํ) อันบุคคลรู้โดยยาก (โหติ) มี (เวช์ชเภทา) ประเภทแห่งแพทย์ทั้งหลาย (อวิชานิย) มิได้รู้แล้ว (อิมํ สมุฏ์ฐานปกรณํ) ซึ่งคัมภีร์สมุฏฐานนี้ (ยุญ์ชัน์ติ) ประกอบ (เภสัช์ชานํ) ยาทั้งหลาย (โรคอุปสมนัต์ถาย) เพื่อจะให้ระงับเสียซึ่งโรค (สมุฏฐานปเภทนเยน) โดยนัยประเภทแห่งที่เกิด (โรคนิทานานํ) แห่งโรคนิทานทั้งหลาย (สมุฏ์ฐานโรโค) อันว่าโรคอันบังเกิดขึ้น (เกนจิ สมุฏ์ฐาเนน) ด้วยสมุฏฐานอันใดอันหนึ่ง (ปวัฑ์ฒันโต) เจริญขึ้น (เหตุมูลอวิญ์ญาเณน) ด้วยมิได้รู้มูลแห่งเหตุ (เกวลํเอว) ด้วยแท้ (โส ปุค์คโล) อันว่าบุคคลผู้นั้น (อาพาธิโก) เปนอาพาธ (พาฬหคิลาโน) ลุกนั่งมิได้ (ทุก์ขิโต) เปนทุกข์ (อเตกิจ์โฉ) รักษามิได้ (โหติ) มี (อปรํ การณํ) เหตุอันอื่น (อัต์ถิ) แลมี (ปุน) อิกเล่า (อหํ) อันว่าข้า (ปวัก์ขามิ) จักกล่าว (จตุธาตุวัต์ถานํ) ซึ่งกำหนดธาตุทั้ง ๔ (ปเภทกาลวเสน) ด้วยอำนาจแห่งกาลประเภท (ธาตุสมุฏ์ฐานววัต์ถานํ) อันว่ากำหนดซึ่งสมุฏฐานแห่งธาตุ (จตุพิธํ) มีประการ ๔ (ธาตุสมุฏ์ฐานัญ์จ) คือฤดูสมุฏฐานก็ดี (อายุสมุฏ์ฐานัญ์จ) คืออายุสมุฏฐานก็ดี (กาลสมุฏ์ฐานัญ์จ) คือกาลสมุฏฐานก็ดี (เย เวช์ชา) อันว่าแพทย์ทั้งหลายใด (วิจารัน์ตา) พิจารณา (โกฏ์ฐาสสมุฏ์ฐานํ) ซึ่งส่วนแห่งที่เกิด (จตุสมุฏ์ฐานธาตูนํ) แห่งธาตุอันมีสมุฏฐาน ๔ (วิปัส์สมานา) พิจารณาเห็น (โยชยุ) พึงประกอบ (เภสัช์ชํ) ซึ่งยา (เกวลํเอว) ด้วยประการดังนี้ แท้จริง (เย เวช์ชา) อันว่าแพทย์ทั้งหลายใด (อวิญ์ญาย) มิได้รู้แล้ว (สมุฏ์ฐานโกฏ์ฐาสํ) ซึ่งส่วนแห่งที่เกิด (เต เวช์ชา) แพทย์ทั้งหลายนั้น (มิจ์ฉาญาณเวช์ชา นาม) ชื่อว่ามิจฉาญาณแพทย์ (เย เวช์ชา) อันว่าแพทย์ทั้งหลายใด (วิจารณญาณ สมัน์นาคตา) ประกอบไปด้วยวิจารณปัญญา (โยเชน์ตา) ประกอบ (เภสัช์ชวิธานํ) ซึ่งวิธีแห่งโอสถ (ตํ โรคุป์ปัต์ตึ) ยังที่เกิดแห่งโรคนั้น (อัน์ตรธายึสุ) ให้เสื่อมสูญ (เต เวช์ชา) แพทย์ทั้งหลายนั้น (เสฏ์ฐญาณเวช์ชา นาม) ชื่อว่าเสฏฐญาณแพทย์ สิ้นความในบาฬีแต่เพียงนี้

อาจาริเยน อันพระอาจาริย์เจ้า ผู้ตกแต่งพระคัมภีร์อันชื่อว่าสมุฏฐานวินิจฉัย ว่าด้วยพิกัดแห่งกองสมุฏฐานทั้งหลาย ๔ ประการ ซึ่งพระบาฬีมิได้แก้ไว้นั้นมีลักษณะต่างๆ เพื่อจะสงเคราะห์แก่แพทย์สืบไปเบื้องน่า หวังจะให้รู้ในประเภทสมุฏฐานโรคทั้งปวงอันจะบังเกิดโดยลำดับ แลพระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยนี้ เปนตราชูแห่งคัมภีร์เวชศาสตร์ทั้งหลาย เปนหลักเปนประธานอันใหญ่ยิ่งฦกซึ้งคัมภีรภาพ นัก มิอาจที่บุคคลจะหยั่งรู้ได้โดยง่าย ถ้าแลแพทย์ผู้ใดมิได้เรียนพระคัมภีร์นี้ จะวางยา ก็บมิอาจที่จะได้ (ถูก) ต้องกับโรคโดยแท้ เหตุว่ามิได้รู้ในกองสมุฏฐานพิกัตอันนี้ แพทย์ผู้นั้นได้ชื่อว่ามิจฉาญาณแพทย์ เพราะว่ารู้ด้วยตนเองโดยคดีมิได้ต้องผิดจากเวชพิกัต แลแพทย์ซึ่งมีวิจารณ์ปัญญาจงตฤกตรองศึกษาในเวชศาสตร์ทั้งหลาย แลสมุฏฐานวินิจฉัยนี้ให้ปรีชา จึงจะวางยาต้องตามสมุฏฐานพิกัตอันควรแก่โรค เหตุว่ารู้ในกองสมุฎฐานโดยแท้ แพทย์ผู้นั้นจึงจะได้ชื่อว่าเสฏฐญาณแพทย์ ด้วยอรรถว่ารู้ยิ่งกว่าแพทย์ทั้งหลายมิได้ผิด ต้องในคัมภีร์ฉันทศาสตร์วิธีทั้งปวง โดยไนยท่านตราไว้ซึ่งจะมีไปข้างน่านั้น

ลำดับนี้จักได้สำแดงในกองพิกัตสมุฏฐาน ๔ ประการนั้น คือธาตุสมุฏฐาน ๑ ฤดูสมุฏฐาน ๑ อายุสมุฏฐาน ๑ กาลสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐานทั้ง ๔ ประการนี้ แพทย์ทั้งหลายพึงเรียนไว้ให้แจ้งในมหาพิกัตสมุฏฐาน เปนที่ตั้งแห่งภูมิ์โรคแลภูมิ์แพทย์ทั้งปวง

อันว่าสมุฏฐานนั้นว่าด้วยสมุฏฐานธาตุทั้ง ๔ มีเตโชธาตุ เปนต้น มีปถวีธาตุเปนที่สุดดังนี้

(๑) อันว่าสมุฏฐานเตโชธาตุพิกัตนั้นเปนที่ตั้งแห่งจตุกาลเตโช ซึ่งจะวิปริตเปนชาติเปนจะละนะ เปนภินนะ ก็อาไศรยแห่งพัทธะปิตตะ แห่งอพัทธะปิตตะ กำเดาทั้งสามนี้เปนอาทิให้เปนเหตุ ในกองเตโชธาตุพิกัตสมุฏฐานกองหนึ่ง

(๒) อันว่าสมุฏฐานวาโยธาตุพิกัตนั้น เปนที่ตั้งแห่งฉกาลวาโย ซึ่งจะวิปริตเปนชาติ จะละนะ ภินนะ ก็อาไศรยแห่งหทัยวาต , สัตถะกะวาต , สุมะนา , ทั้ง ๓ นี้เปนอาทิ ให้เปนเหตุในกองวาโยธาตุพิกัตสมุฏฐานกองหนึ่ง

(๓) อันว่าสมุฏฐานอาโปพิกัตนั้น เปนที่ตั้งแห่งทวาทะศะ อาโป ซึ่งจะวิปริตเปนชาติจะละนะภินนะ ก็อาไศรยแห่งสอ เสมหะ, แลอุระเสมหะ, คูธเสมหะ, ทั้ง ๓ นี้ เปนอาทิให้เปนเหตุในกองอาโปธาตุพิกัตสมุฏฐานกองหนึ่ง

(๔) อันว่าปถวีธาตุพิกัตนั้นเปนที่ตั้งแห่งวีสะติ ปถวีซึ่งจะวิปริตเปนชาติจะละนะ ภินนะก็อาไศรยแห่งหทัย, อุทริยะ , กรีศ , ทั้ง ๓ นี้ให้เปนเหตุเปนอาทิในกองปถวีธาตุพิกัตสมุฏฐานกองหนึ่ง ทั้ง ๔ กองนี้เปนมหาพิกัตสมุฏฐานธาตุหมวดหนึ่ง แพทย์พึงรู้ไว้ดังนี้

ลำดับนี้จะได้สำแดงในกองฤดูสมุฏฐานสืบไป ว่าด้วยสมุฏฐาน ฤดู ๓, ฤดู ๖, ดังนี้ คือคิมหะสมุฏฐาน ๑ วัสสานะสมุฏฐาน ๑ เหมันตะสมุฏฐาน ๑ อันนี้ ฤดู ๓, ฤดูหนึ่ง ๔ เดือน, ๓ ฤดูเปน ปี ๑, อันว่าสมุฏฐานฤดู ๖ นั้นเล่า คือคิมหันตะ สมุฏฐาน ๑ วะสันตะ สมุฏฐาน ๑ วัสสานะ สมุฏฐาน ๑ สระทะ สมุฏฐาน ๑ เหมันตะ สมุฏฐาน ๑ ศิริระ สมุฏฐาน ๑ อันนี้สมุฏฐานฤดู ๖ ฤดูหนึ่ง ๒ เดือน, ๖ ฤดูเปนปี ๑ ท่านแบ่งออกจากฤดู ๓ โดยวิเศษ จะให้แพทย์พึงรู้ในลักษณะอันจะขนาบคาบเกี่ยว ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์ธาตุวินิจฉัย มัชฌิมะธาตุนั้น ในที่นี้จะว่าแต่สมุฏฐานเปนอาทิ คือ

๑ คิมหันตะฤดูสมุฏฐานนั้น เปนพิกัตแห่งปิตตะสมุฏฐานให้เปนเหตุ

๒ วัสสานะสมุฏฐานนั้น เปนพิกัตแห่งวาตะสมุฏฐานให้เปนเหตุ

๓ เหมันตะสมุฏฐานนั้น เปนพิกัตแห่งเสมหะสมุฏฐานให้เปนเหตุ อันนี้คือพิกัตสมุฏฐานฤดู ๓ โดยย่อ

(๑) คิมหันตะสมุฏฐานนั้น เปนพิกัดแห่งปิตตะสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐานระคนให้เปนเหตุ

(๒) วสันตะสมุฏฐาน เปนพิกัตแห่งปิตตะสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐานระคนให้เปนเหตุ

(๓) วัสสานะสมุฏฐานนั้น เปนพิกัตแห่งวาตะสมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐานระคนให้เปนเหตุ

(๔) สะระทะสมุฏฐานนั้น เปนพิกัตแห่งวาตะสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐานระคนให้เปนเหตุ

(๕) เหมันตะสมุฏฐานนั้น เปนพิกัตแห่งเสมหะสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐานระคนให้เปนเหตุ

(๖) ศิศิระสมุฏฐานนั้น เปนพิกัตแห่งเสมหะสมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐานระคนให้เปนเหตุ อันนี้คือพิกัตกองสมุฏฐานฤดู ๖ โดยย่อ

ทีนี้จะว่าให้พิศดาร ในสมุฏฐาน ๓ นั้นก่อนเปนอาทิ

๑ อันว่าคิมหันตะสมุฏฐานนั้น คือแรมค่ำหนึ่งเดือน ๔ ไปถึงเพ็ญเดือน ๘ สมุฏฐานฤดู ๑ เปนพิกัตแห่งปิตตะใช่จะเต็มทั้ง ๔ เดือนนั้นหามิได้ แบ่งออกโดยพิเศษสมุฏฐาน แล ๓ แล ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำหนึ่งเดือน ๔ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๕ เปนตำแหน่งพัทธะปิตตะสมุฏฐาน แลพัทธะปิตตะจะได้ทำเองนั้นหามิได้ อาไศรยจตุกาลเตโชกองใดกองหนึ่งก็ดี ระคนพัทธะปิตตะสมุฏฐานเหตุว่าเปนเจ้าของ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเดิมเปนอาทิโดยพิกัต

(๒) แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๕ ไปจนถึงขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๗ เปนตำแหน่งอพัทธะปิตตะสมุฏฐาน แต่อพัทธะปิตตะจะได้เปนเต็มที่นั้นหามิได้ อพัทธะปิตตะกระทำกึ่ง กาละเตโชกระทำกึ่งระคนกัน ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเดิมโดยพิกัต

(๓) ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๗ ไปจนเพ็ญเดือน ๘ เปนตำแหน่งกำเดาสมุฏฐาน แลกำเดานี้ทั่วไปในสมุฏฐานทั้ง ๓ คือ พัทธะปิตตะ อพัทธะปิตตะกำเดา และว่าจะให้กายบริบูรณ์ก็เพราะกำเดา จะมิให้กายบริบูรณ์ก็เพราะกำเดา ถ้าจะแก้อย่าให้เสียกำเดาโดยพิกัต ท่านจึ่งจัดไว้ว่าใน ๔ เดือนนี้เปนกำหนดคิมหันตะสมุฏฐานแห่งกำเดา ด้วยว่ากำเดานี้คือเปลวแห่งวาโย โลหิตเสมหะแลสรรพคุณสมุฏฐานทั้งปวง ซึ่งจะวิบัติแลมิได้วิบัตินั้นก็อาไศรยแห่งสมุฏฐานนี้ เปนที่บำรุงว่าจะให้วัฒนะแลหายะนะโดยแท้ ดุจพิกัตกล่าวไว้ดังนี้

๒ อันว่า วัสสานะสมุฏฐานนั้น คือแรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปจนเพ็ญเดือน ๑๒ สมุฏฐานฤดู ๑ เปนพิกัตวาโย ใช่จะเปนเต็มทั้ง ๔ เดือนนั้นหามิได้ แบ่งออกโดยวิเศษแล ๓ แล ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำ ๑ เดือน ๘ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๙ เปนตำแหน่งหทัยวาตสมุฏฐาน แต่หทัยวาตจะได้ทำเองนั้นหามิได้ อาไศรยแห่งกาละวาโยกองใดกองหนึ่งก็ดี ระคนหทัยวาตสมุฏฐานเหตุเปนเจ้าของ ถ้าจะแก้อย่าเสียเดิม โดยพิกัต

(๒) อนึ่งแรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ไปจนขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๑๑ เปนตำแหน่งสัตถะกะวาตะสมุฏฐานกระทำกึ่ง กาละวาโยกระทำกึ่งระคนกัน ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิมโดยพิกัต

(๓) อนึ่งขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๑๑ ไปจนเพ็ญเดือน ๑๒ เปนตำแหน่งสุมะนาสมุฏฐาน จะได้ระคนด้วยกาละวาโยกองใดกองหนึ่งนั้นหามิได้ ด้วยเหตุว่าสุมะนานี้ทั่วไปในสมุฏฐานทั้ง ๓ คือ หทัยวาตะ สัตถะกะวาตะ สุมะนา แลอาจให้กระวนกระวายก็เพราะสุมะนา มิให้กระวนกระวายก็เพราะสุมะนา ถ้าจะแก้อย่าให้เสียสุมะนาสมุฏฐานเปนอาทิโดยพิกัต ท่านจึงจัดไว้ว่าใน ๔ เดือนนี้ เปนกำหนดวัสสานะสมุฏฐาน คือสมุฏฐานแห่งวาโยกล่าวคือสุมะนา ด้วยว่าสุมะนานี้เปนหลักแห่งสมุฏฐาน ซึ่งจะวิบัติแลมิให้วิบัตินั้นก็อาไศรยสมุฏฐานนี้เปนที่บำรุงอาจให้วัฒนะ และหายะนะได้โดยแท้ ดุจในพิกัตกล่าวไว้ดังนี้

๓ อันว่าเหมันตะสมุฏฐานหนึ่ง คือแรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ ไปจนเพ็ญเดือน ๔ สมุฏฐานฤดูหนึ่งเปนพิกัตเสมหะ ใช่จะเปนเต็ม ทั้ง ๔ เดือนนั้นหามิได้ ท่านแบ่งออกโดยพิเศษละ ๓ ละ ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำ ๑ เดือน ๑๒ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือนอ้ายเปนตำแหน่งสอเสมหะสมุฏฐาน แต่สอเสมหะจะได้กระทำเองนั้นหามิได้ อาไศรยกาลปะระเมหะ คืออาโปเกรอะลงมาระคนสอเสมหะสมุฏฐาน เหตุว่าเปนเจ้าของ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเดิมโดยพิกัต

(๒) อนึ่งแรม ๑๑ ค่ำเดือนอ้ายไปจนขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๓ เปนตำแหน่งอุระเสมหะสมุฏฐานกระทำกึ่ง กาลปะระเมหะกระทำกึ่งระคนกัน ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิมโดยพิกัต

(๓) อนึ่งขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๓ ไปจนเพ็ญเดือน ๔ เปนตำแหน่งคูธเสมหะสมุฏฐาน จะได้ระคนด้วยกาลปะระเมหะคือ อาโปกองใดกองหนึ่งนั้นหามิได้ ด้วยเหตุว่าคูธเสมหะนี้ทั่วไปในสมุฏฐานทั้ง ๓ คือสอเสมหะ อุระเสมหะ คูธเสมหะแลอาจให้กายบริบูรณ์ ก็เพราะคูธเสมหะ มิให้บริบูรณ์ก็เพราะคูธเสมหะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียคูธสมุฏฐานเปนอาทิโดยพิกัต ท่านจึงจัดไว้ว่า ใน ๔ เดือน นี้เปนกำหนดเหมันตะสมุฏฐาน เปนสมุฏฐานแห่งเสมหะคือคูธเสมหะ ด้วยว่าคูธเสมหะนี้เปนหลักแห่งสมุฏฐานซึ่งจะวิบัติแลมิได้วิบัตินั้น ก็อาไศรยแห่งสมุฏฐานนั้นเปนที่บำรุง อาจให้วัฒนะแลหายะนะได้โดยแท้ดุจท่านตรา ลงไว้ให้แจ้ง เปนมหาพิกัตในสมุฏฐานแห่งฤดู ๓ สิ้นความแต่เพียงนี้

ตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๔ จนถึงเพ็ญเดือน ๘ เปนพิกัตในคิมหันตสมุฏฐานกำเดา แบ่งออกแล ๓ แล ๓ ดังนี้ เปนพัทธปิตตะ ๔๐ วัน เปนอพัทธปิตตะ ๔๐ วัน เปนกำเดา ๔๐ วัน, ตั้งแต่แรมค่ำ หนึ่งเดือน ๘ จนถึงเพ็ญเดือน ๑๒ เปนพิกัตในวัสสานะสมุฏฐานวาโย แบ่งออกแล ๓ แล ๓ ดังนี้ หทัยวาต ๔๐ วัน สัตถกะวาต ๔๐ วัน สุมนา ๔๐ วัน ตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๒ จนถึงเพ็ญเดือน ๔ เปนพิกัตในเหมันตสมุฏฐาน เสมหะแบ่งออกแล ๓ แล ๓ ดังนี้เปน สอเสมหะ ๔๐ วัน อุระเสมหะ ๔๐ วัน คูธเสมหะ ๔๐ วัน, หมวดละ ๔ เดือนคือ ๑๒๐ วันเปนพิกัตสมุฏฐานร้อน, ฝน, หนาว, ทั้ง ๓ สมุฏฐานนี้ ๓๖๐ วัน ๑๒ เดือนแบ่ง ๓ ฤดูๆ ละ ๔ เดือนเปนปีหนึ่งดุจกล่าวมาดังนี้

ลำดับนี้จะได้พิศดารความในสมุฏฐาน ฤดู ๖ สืบไป

๑ คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๔ ไปจนเพ็ญเดือน ๖ ฤดูหนึ่งคือคิมหันตสมุฏฐาน ด้วยว่าเปนที่ร้อนกระวนกระวายเปน ปริฬาหะ ไสมย พิกัตแห่งปิตตะสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐาน ระคนใช่จะเปนปิตตะทั้งฤดูนั้นหามิได้ จัดแบ่งออกโดยพิเศษ สมุฏฐานแล ๓ แล ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำหนึ่งเดือน ๔ ไปจนขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๕ เปนอำเภอ พัทธปิตตะสมุฏฐาน แต่จะได้จะละนะนั้นหามิได้อาไศรยเสมหะสมุฏฐานกล้าระคนส่วน ๑ อพัทธปิตตะกล้าระคน ๒ ส่วน เปน ๓ ส่วน จัตุกาลเตโชเจือกระทบให้พัทธปิตตะสมุฏฐานเจ้าเรือนเปนจะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วนแก้เจือตามระคน โดยพิกัต

(๒) อนึ่งขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๕ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๕ เปนอำเภออพัทธปิตตะสมุฏฐานจะละนะกล้า เสมหะสมุฏฐานเปนกลาง ระคนส่วน ๑ กำเดากล้าระคน ๒ ส่วน เปน ๓ ส่วน จัตุกาลเตโชเจือกระทบให้อพัทธปิตตะเจ้าเรือนยิ่งขึ้น ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๓) แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ ไปจนเพ็ญเดือน ๖ เปนอำเภอกำเดาสมุฏฐานจะละนะกล้า เสมหะสมุฏฐานอ่อนระคนส่วน ๑ อพัทธปิตตะกล้าระคน ๒ ส่วน เปน ๓ ส่วน จัตุกาลเตโชเจือกระทบกำเดาเจ้าเรือนให้จะละนะยิ่งขึ้น ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัตสิ้น สมุฏฐานฤดูหนึ่ง ๒ เดือน คือคิมหันตศิศิระระคนดุจกำหนดไว้ดังนี้

๒ อนึ่งตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๖ ไปจนเพ็ญเดือน ๘ ฤดูหนึ่งวสันตะสมุฏฐาน ด้วยว่าเปนที่อยู่แห่งความยินดี เพราะกาลเมื่อมีดอกไม้อันบานเปนพิกัตแห่งปิตตะสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐานระคนใช่จะเปนปิตตะทั้งฤดูนั้นหามิได้ จัดแบ่งออกโดยพิเศษสมุฏฐานแล ๓ แล ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำหนึ่งเดือน ๖ ไปจนขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๗ เปนอำเภอพัทธปิตตะสมุฏฐานวาตะสมุฏฐานระคน ๒ ส่วน อพัทธปิตตะระคนส่วน ๑ เปน ๓ ส่วน จัตุกาลเตโชเจือกระทบพัทธปิตตะเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๒) ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๗ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๗ เปนอำเภอพัทธปิตตะสมุฏฐานวาตะสมุฏฐาน ๒ ส่วน กำเดาระคน ๑ ส่วน เปน ๓ ส่วน จัตุกาลเตโชเจือกระทบอพัทธปิตตะเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๓) แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๗ ไปจนเพ็ญเดือน ๘ เปนอำเภอกำเดาสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐานระคน ๓ ส่วน อพัทธปิตตะระคนบมิควร แก้วสันตะจัตุกาลเตโชเจือกระทบกำเดาเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วนแก้เจือตามระคนโดยพิกัต สิ้นสมุฏฐานฤดูหนึ่ง ๒ เดือน คือวสันตะวัสสานะระคนสมุฏฐานแล ๒ เดือน ๒ เดือนทั้งสมุฏฐานซึ่งกล่าวมานี้ เปน ๔ เดือนด้วยกันจัดเปนหมวด ๑ โดยพิกัตกองกำเดาสมุฏฐานให้เปนเหตุ

๓ อนึ่งตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๘ ไปจนเพ็ญเดือน ๑๐ ฤดูหนึ่งวัสสานะสมุฏฐานด้วยว่ามีฝนตกชุก เปนพิกัตแห่งวาตะสมุฏฐานปิตตะสมุฏฐานระคนใช่จะเปนวาตะทั้งฤดูนั้นหามิได้ แบ่งออกโดยพิเศษสมุฏฐานแล ๓ แล ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำหนึ่งเดือน ๗ ไปจนขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๙ เปนอำเภอหทัยวาตะสมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐานระคนส่วน ๑ สัตถกะวาตะระคน ๒ ส่วนเปน ๓ ส่วน ฉกาลวาโยเจือกระทบหทัยวาตะเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๒) ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๙ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๙ เปนอำเภอสัตถกะวาตะสมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐานระคนส่วน ๑ สุมนาระคน ๒ ส่วนเปน ๓ ส่วน ฉกาลวาโยเจือกระทบสัตถกะวาตะเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๓) อนี่งแรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ไปจนเพ็ญเดือน ๑๐ เปนอำเภอสุมนาสมุฏฐานกล้า ปิตตะสมุฏฐานอ่อนระคนส่วน ๑ สัตถกะวาตะระคน ๒ ส่วนเปน ๓ ส่วน ฉกาลวาโยเจือกระทบให้สุมนาเจ้าสมุฏฐานจะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัตสิ้นสมุฏฐานฤดูหนึ่ง ๒ เดือน คือ วัสสานะ วสันตะระคนสมุฏฐานซึ่งกำหนดไว้ดังนี้

๔ อนึ่งตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๐ ไปจนเพ็ญเดือน ๑๒ ฤดูหนึ่งสระทะสมุฏฐาน ด้วยว่าจะยังสัตว์ให้สะครั่นสะครอ กาย ไม่สู้สบายเปนพิกัตแห่งวาตะสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐานระคนใช่จะเปนวาตะทั้งฤดูนั้นหามิได้ จัดแบ่งโดยพิเศษออกสมุฏฐานแล ๓ แล ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๐ ไปจนขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๑๑ เปนหทัยวาตะสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐานระคน ๒ ส่วน สัตถกะวาตะระคนส่วน ๑ เปน ๓ ส่วน ฉกาลวาโยเจือกระทบหทัยวาตะให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของสมุฏฐานเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๒) ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๑๑ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๑๑ เปนอำเภอสัตถกะวาตะสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐานระคน ๒ ส่วน สุมนาระคน ส่วน ๑ เปน ๓ ส่วน ฉกาลวาโยเจือกระทบให้สัตถกะวาตะเปนจะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๓) แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๑๑ ไปจนเพ็ญเดือน ๑๒ เปน อำเภอแห่งสุมนาสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐานระคน ๓ ส่วน สัตถกะวาตะระคนมิควรแก้ ฉกาลวาโยเจือกระทบสุมนาเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของสมุฏฐานเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต สิ้นสมุฏฐานฤดูหนึ่ง ๒ เดือน คือ สระทะ เหมันตระคนสมุฏฐานละ ๒ เดือน ๒ เดือน ทั้ง ๒ สมุฏฐานซึ่งกล่าวมานี้เปน ๔ เดือนด้วยกัน จัดเปนหมวด ๑ เปนมหาพิกัตกองวาตะสมุฏฐานให้เปนเหตุดังนี้

๕ อนึ่ง ตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๒ ไปจนเพ็ญเดือนยี่ ฤดูหนึ่งเปนพิกัตเหมันตสมุฏฐาน ด้วยว่าน้ำค้างตกลงเปนพิกัตแห่งเสมหะสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐานระคนใช่จะเปนเสมหะทั้งฤดูนั้นหามิได้ จัดออกโดยพิเศษแบ่งสมุฏฐานแล ๓ แล ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๒ ไปจนขึ้น ๕ ค่ำเดือนอ้าย เปนอำเภอสอเสมหะสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐานระคน ๒ ส่วน อุระเสมหะ ระคนส่วน ๑ เปน ๓ ส่วน กาลทวาทสะอาโปเจือกระทบสอเสมหะเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๒) ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนอ้ายไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือนอ้าย เปนอำเภออุระเสมหะสมุฏฐาน วาตะสมุฏฐานระคน ๒ ส่วน คูธเสมหะระคนส่วน ๑ เปน ๓ ส่วน กาลทวาทสะอาโปเจือกระทบให้เจ้าสมุฏฐานคืออุระเสมหะนั้นให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๓) แรม ๑๑ ค่ำเดือนอ้ายไปจนเพ็ญเดือนยี่ เปนอำเภอคูธสมุฏฐานกล้า วาตะสมุฏฐานอ่อน ระคนส่วน ๑ อุระเสมหะกล้าระคน ๒ ส่วนเปน ๓ ส่วน กาลทวาทสะอาโปเจือกระทบคูธเสมหะเจ้าสมุฏฐานให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเข้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต สิ้นสมุฏฐานฤดูหนึ่ง ๒ เดือน คือ คิมหันต สระทะ ระคนดุจสมุฏฐานกำหนดไว้ดังนี้

๖ อนึ่ง ตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือนยี่ ไปจนเพ็ญเดือน ๔ ฤดูหนึ่งศิศิระสมุฏฐาน ด้วยอรรถว่าเย็นนักเปนพิกัตแห่งเสมหะสมุฏฐานปิตตะสมุฏฐานระคน ใช่จะเปนเสมหะทั้งฤดูนั้นหามิได้ จัดแบ่งออกโดยพิเศษให้พิศดารสมุฏฐานแล ๓ แล ๓ ดังนี้

(๑) คือแรมค่ำ ๑ เดือนยี่ไปจนขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๓ เปนอำเภอสอเสมหะสมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐานระคนส่วน ๑ อุระเสมหะระคน ๒ ส่วน เปน ๓ ส่วน กาลทวาทสะอาโปเจือกระทบสอเสมหะเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าเสียเจ้าของสมุฏฐานเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๒) ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๓ ไปจนแรม ๑๐ ค่ำเดือน ๓ เปนอำเภออุระเสมหะสมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐาน ระคน ๒ ส่วน คูธเสมหะระคนส่วน ๑ เปน ๓ ส่วน กาลทวาทสะอาโปเจือกระทบอุระเสมหะเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของเดิม ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต

(๓) แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๓ ไปจนเพ็ญเดือน ๔ เปนอำเภอ คูธเสมหะสมุฏฐาน ปิตตะสมุฏฐานระคน ๓ ส่วน อุระเสมหะระคนมิควรแก้ กาลทวาทสะอาโปเจือกระทบคูธเสมหะเจ้าเรือนให้จะละนะ ถ้าจะแก้อย่าให้เสียเจ้าของสมุฏฐาน ๓ ส่วน แก้เจือตามระคนโดยพิกัต สิ้นสมุฏฐานฤดูหนึ่ง ๒ เดือน คือ ศิศิระคิมหันตระคนสมุฏฐานแล ๒ เดือน ๒ เดือน ทั้ง ๒ สมุฏฐานนี้เปน ๔ เดือน โดยกำหนดจัดเปนหมวด ๑ ในมหาพิกัตกองเสมหะสมุฏฐาน ให้เปนเหตุก็พอครบสมุฏฐาน ฤดู ๖ พอได้ ๑๒ เดือน ถ้าจัดเปน ๓ ฤดู ก็ได้ฤดูละ ๔ เดือน ๓ ฤดูเปนปีหนึ่ง ดุจท่านตราไว้ดังนี้

คิมหันตสมุฏฐาน แบ่งแล ๓ ออกดังนี้ พัทธปิตตะสมุฏฐาน ๒๐ วัน อพัทธปิตตะสมุฏฐาน ๒๐ วัน กำเดา ๒๐ วัน

วสันตสมุฏฐาน แบ่งแล ๓ ออกดังนี้ พัทธปิตตะสมุฏฐาน ๒๐ วัน อพัทธปิตตะสมุฏฐาน ๒๐ วัน กำเดาสมุฏฐาน ๒๐ วัน

วัสสานะสมุฏฐาน แบ่งแล ๓ ออกดังนี้ หทัยวาตะสมุฏฐาน ๒๐ วัน สัตถกะวาตะสมุฏฐาน ๒๐ วัน สุมนาสมุฏฐาน ๒๐ วัน

สะระทะสมุฏฐาน แบ่งแล ๓ ออกดังนี้ หทัยวาตะสมุฏฐาน ๒๐ วัน สัตถกะวาตะสมุฏฐาน ๒๐ วัน สุมนาสมุฏฐาน ๒๐ วัน

เหมันตสมุฏฐาน แบ่งแล ๓ ออกดังนี้ สอเสมหะสมุฏฐาน ๒๐ วัน อุระเสมหะสมุฏฐาน ๒๐ วัน คูธเสมหะสมุฏฐาน ๒๐ วัน

ศิศิระสมุฏฐาน แบ่งแล ๓ ออกดังนี้ สอเสมหะสมุฏฐาน ๒๐ วัน อุระเสมหะสมุฏฐาน ๒๐ วัน คูธเสมหะสมุฏฐาน ๒๐ วัน

หมวดละ ๒ เดือน คือ ๖๐ วัน เปนพิกัตสมุฏฐานร้อน, หนาว, ฝน, ร้อน, หนาว, ฝน, ทั้ง ๖ สมุฏฐานนี้ ๓๖๐ วัน ๑๒ เดือนดุจกัน แบ่ง ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือน เปนปี ๑ ดุจกล่าวมาดังนี้

ลำดับนี้จะได้สำแดงในกองอายุสมุฏฐานโรค อันบังเกิดขึ้นตามในมหาพิกัต ซึ่งเปนพาลทารก, ปานกลาง, ผู้เฒ่า, นั้นสืบต่อไป ถ้าแลบุคคลผู้ใดจะเปนแพทย์ ให้พึงรู้ในกองอายุสมุฏฐานโรค โดยในมหาพิกัตกล่าวต่อไปข้างน่านั้น อันว่ากุมารกุมารีผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดา มีอายุได้วัน ๑ ขึ้นไปอยู่ในพิกัตเสมหะเปนที่ตั้งแห่งโทษ ครั้นถึงกึ่งอายุแล้ว อยู่ในพิกัตปิตตะสมุฏฐานเปนที่ตั้งแห่งโทษ ครั้นล่วงเข้าอะวะสานอายุแล้ว อยู่ในพิกัตวาตะสมุฏฐานเปนที่ตั้งแห่งโทษ ถ้าแพทย์เห็นในกองอายุสมุฏฐานโรค ๓ ประการดังนี้แล้ว ก็พึงประกอบโอสถให้ต้องในสมุฏฐานดังกล่าวมานี้

(๑) อันว่าบุคคลผู้ใดคลอดจากครรภ์มารดา มีอายุได้วันหนึ่งขึ้นไปถึง ๑๖ ปีเปนกำหนด ถ้าจะเปนโทษในสมุฏฐานอันใดอันหนึ่งก็ดี เสมหะเปนเจ้าเรือนเจือไปในสมุฏฐานทั้งปวง ถ้าจะให้โทษก็มีกำลังกว่าสมุฏฐานทั้งหลาย

(๒) บุคคลผู้ใดมีอายุล่วง ๑๖ ปีขึ้นไป จนถึง ๓๐ ปีเปนกำหนด ถ้าจะเปนโทษในสมุฏฐานอันใดก็ดี ปิตตะเจ้าสมุฏฐานย่อมเจือไปในกองสมุฏฐานทั้งปวง ถ้าจะให้โทษก็มีกำลังกว่าสมุฏฐานทั้งปวง

(๓) บุคคลผู้ใดมีอายุล่วงพ้น ๓๐ ปีขึ้นไป ตราบเท่าอายุไขยเปนกำหนด ถ้าจะเปนโทษในสมุฏฐานอันใดก็ดี วาตะเปนเจ้าสมุฏฐานย่อมเจือไปในกองสมุฏฐานทั้งปวง ถ้าจะให้โทษก็มีกำลังกว่าสมุฏฐานทั้งหลาย

ถ้าแพทย์รู้แก้ในกองอายุสมุฏฐานโรคทั้ง ๓ ประการดังนี้แล้ว ก็พึงประกอบซึ่งโอสถตามอายุโรคอันสมควรแก่สมุฏฐานพิกัต แพทย์ผู้นั้นจึงจะอาจยังโรคาพยาธิให้ฉิบหายโดยเร็วพลันยิ่งนัก แลอายุสมุฏฐานทั้ง ๓ นี้ยังไป่มิได้วิตถาร ในบท ว่าอายุเสมหะปิตตะ วาตะสมุฏฐานอันใดจะก่อน จะกลาง จะหลัง แลกำลังสมุฏฐานที่จะ ให้โทษนั้น อันใดจะมีกำลังเท่าใด ยังบมิได้แจ้งในมหาพิกัตก่อน พระอาจารย์เจ้าจึงออกในบทว่า

๑ ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปีลงมาเปนอายุเสมหะ ถ้าบังเกิดพยาธิมีกำลัง ๑๒ องษาเปนกำหนด โรคสิ่งใดๆ ลงในระหว่างอายุสมุฏฐานนี้ ให้ตั้งเสมหะเปนอาทิ ดุจในพิกัตกล่าวไว้

๒ ตั้งแต่อายุ ๓๐ ปีลงมา เปนอายุปิตตะมีกำลัง ๗ องษาเปนกำหนด ถ้าบังเกิดพยาธิโรคสิ่งใดๆ ลงในระหว่างอายุสมุฏฐานนี้ ให้ตั้งปิตตะเปนอาทิ ดุจในพิกัตกล่าวไว้ดังนี้

๓ ตั้งแต่อายุไขยลงมาเปนอายุวาตะ มีกำลัง ๑๐ องษาเปนกำหนด ถ้าบังเกิดพยาธิโรคสิ่งใดๆ ในระหว่างอายุสมุฏฐานนี้ ให้ตั้งวาตะเปนอาทิ ดุจในพิกัตกล่าวดังนี้

(๑) ไนยหนึ่งท่านกล่าวซ้ำไว้ให้แจ้งโดยพิศดารว่า ถ้าบุคคลผู้ใดไข้ลง อายุตกอยู่ในระหว่างเสมหะสมุฏฐาน ให้ตั้งเสมหะเปนอาทิ วาตะเปนที่สุด

(๒) ถ้าบุคคลใดไข้ลง อายุตกอยู่ในระหว่างวาตะสมุฏฐาน ให้ตั้งวาตะเปนต้น ปิตตะเปนที่สุด

(๓) ถ้าบุคคลผู้ใดไข้ลง อายุตกอยู่ในระหว่างปิตตะสมุฏฐาน ให้ตั้งปิตตะเปนต้น เสมหะเปนที่สุด

สมุฏฐาน ทั้ง ๓ นี้จะได้ยืนอยู่นั้นหามิได้ เปนอนุโลมปติโลมมิได้เที่ยง ผ่อนตามอายุโรค โดยพิกัตดังนี้

จึงมีคำปุจฉาถามว่า ซึ่งกล่าวไว้ว่าเสมหะสมุฏฐานมีกำลัง ๑๒ องษา ปิตตะสมุฏฐานมีกำลัง ๗ องษา วาตะสมุฏฐานมีกำลัง ๑๐ องษานั้นก็ควรอยู่แล้ว แต่อายุสมุฏฐานกับกำลังสมุฏฐานจะได้ควรแก่กันนั้นหามิได้ ด้วยอายุสิมากอันกำลังสิน้อยก็สมจริงกันเปนดังฤๅ วิสัชนาว่า ใช่ดังที่กล่าว ด้วยอายุสมุฏฐานนี้ท่านสงเคราะห์เอาซึ่งอายุให้เปนเหตุ ๓ ประการ คือ ปฐมไวย ๑ มัชฌิมไวย ๑ ปัจฉิมไวย ๑ ไวยทั้ง ๓ นี้เปนที่ตั้งแห่งสมุฏฐานซึ่งกล่าวมาแล้ว เพื่อจะให้แพทย์ประกอบโอสถให้ต้องตามกาลอายุดังนี้ แลกำลังสมุฏฐานนั้นท่านสงเคราะห์เอากำลังแห่งโรคที่จะบังเกิด โ

JPEG Image Download   size 30.29 KB
วันที่ : 16 ส.ค. 2554,14:32   เข้าชม 744 ครั้ง
โพสโดย : บักหัวหยอง(พิเชษฐ์)

แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ เฉพาะไฟล์ .jpg หรือ .gif เท่านั้น ขนาดไฟล์ควรไม่เกิน 200 kb.
Emotion ใช้เมาส์ลากที่รูป Emotion ใส่ในช่องข้อความ


เฉพาะสมาชิกเท่านั้น !

 

 

:::: อโรคยาศาล   วัดป่ากุดฉนวนอุดมพร อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ :::
โทร ๐๘๗-๓๗๗๗๑๔๑   Email : life1996@windowslive.com   www.arokayasala.com

ติดต่อ วัดป่ากุดฉนวนอุดมพร เลขที่ ๓ ม.๑๙ ต.บ้านเขว้า อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ ๓๖๑๗๐
หรือสามารถโอนเงินผ่าน ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยหฤทัย ชื่อบัญชีพระธาตรี อุปปลวณฺโณ บัญชีเลขที่ ๓๔๒-๐๐๑๖๕๔-๙